ในด้านประกันภัยยุคปัจจุบันไม่ใช่แค่เรื่องของการ ชดเชยความเสียหาย อีกต่อไป แต่มันกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็น “คู่คิดในการป้องกันและบริหารความเสี่ยงเชิงรุก”โดยอาศัยเทคโนโลยีและความเข้าใจชัดขึ้น
แบ่งออก 4เสาดังนี้
1.การเปลี่ยนจาก “ชดเชย”เป็นการป้องกัน (Form Repair to Prevent)
วิสัยทัศน์ที่ก้าวหน้าที่สุดคือ การใช้ข้อมูลเพื่อหยุดยั้งอุบัติเหตุ หรือความสูญเสียก่อนจะเกิดขึ้น
Prefictive Analytics ใช้ AI วิเคราะห์ความเสี่ยงรายบุคคลเพื่อเตือนภัยก่อนเกิดเหตุ
LoT & Telematice การใช้เซนเซอร์ในรถยนต์หรืออุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพ เพื่อให้คำแนะนำในการลดความเสี่ยงในทันที (Real-Time feedback)
2.ประกันภัยที่เข้าถึงง่ายและเป็นมิตร (Seamless& Human-Centric)
ลบภาพจำเรื่องกรมธรรม์ที่เข้าใจยากและขั้นตอนที่ยุ่งยาก
Hyper-Personalization ออกแบบความคุ้มครองที่ “ตัดแปะ”ได้ตามไลฟ์สไตล์จริง (เช่น ประกันเปิด-ปิดตามระยะทาง หรือประกันสุขภาพที่เบี้ยลดลงตามก้าวเดิน)
Frictionless Experience ตั้งแต่การซื้อไปจนถึงการเคลมต้องทำได้ผ่านสมาร์ทโฟนเพียงไม่กี่คลิด โดยมีระบบAI ช่วยอนุมัติเคลมเบื้องต้นอย่างรวดเร็ว
3.การสร้างความยั่งยืนและความเชื่อมั่น (Sustainability&Trust)
ประกันทำหน้าที่เป็น “ตาข่ายรองรับของสังคม” (Social Salfety Net)
ESG Integration:การสนับสนุนธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อสังคม
Cyber Resilience:ขยายขอบเขตการคุ้มครองไปสู่โลกดิจิทัล เพื่อปกป้องข้อมุลและความเป็นส่วนตัวของลูกค้าอย่างสูงสุด
4.ระบบนิเวศแห่งความคุ้มครอง (Insurance Ecosystem)
ประกันไม่ใช่สินค้าเดี่ยวๆแต่จะแฝงตัวอยู่ในทุกกิจกรรมของชีวิต
Embedded insurance:ประกันที่รวมอยู่กับสินค้าหรือบริการอื่น เช่น ประกันการเดินทางที่ติดมากับการจองตั๋วเครื่องบิน หรือประกันสินค้า อิเล็กทรอนิกส์ที่พ่วงมากับการซื้อของออนไลน์
“วิสัยทัศน์ที่ดีในโลกประกันภัย คือการทำให้ลูกค้ารู้สึกอุ่นใจที่ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ เพราะรู้ว่ามีระบบที่ชาญฉลาดคอยเฝ้าระวังและสนับสนุนอยู่เบื้องหลังในทุกย่างก้าว”